Project Power (2020) “โปรเจคท์ พาวเวอร์ พลังลับพลังฮีโร่ 5 นาที”

project power

ข้อมูลเกี่ยวกับหนัง Project Power พลังลับพลังฮีโร่

ประเภท : แอคชั่น / ไซไฟ / อาชญากรรม

ผู้กำกับ : แอเรียล ชูลแมน และ เฮนรี จูสต์

นำแสดงโดย : เจมี ฟ็อกซ์, โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์, โดมินีก ฟิชแบ็ก

ความยาว : 113 นาที

เข้าฉาย : 14 สิงหาคม 2020

Project Power พลังลับพลังฮีโร่ เป็นเรื่องราวของยาลึกลับตัวใหม่ ที่สามารถปลดปล่อยพลังที่เหนือชั้นกว่ามนุษย์จะทำได้ โดยยาตัวนี้ไม่มีใครรู้ว่าจะออกฤทธิ์กลายมาเป็นพลังใด แต่จะเวลาที่จะใช้พลังนั้นได้ 5 นาทีต่อการใช้ยาแต่ละเม็ด หากใช้ยาเกินขนาดก็อาจจะส่งผลลัพธ์ที่น่าสยองขวัญกับตัวเองได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลงานที่เมืองทั้งเมืองกลายเป็นความโกลาหล ยาทำให้อัตราอาชญากรรมในนิวออร์ลีนส์พุ่งสูง เพราะใครๆ ก็อยากจะได้ยานี้มาครอบครอง

ยานี้ยังทำให้ แฟรงก์ ตำรวจประจำเมือง, อาร์ต อดีตทหารที่เก็บซ่อนความแค้นที่รุนแรงไว้ในใจ และ โรบิน เด็กสาวผิวสีที่เป็นคนเดินยา ต้องมาข้องเกี่ยวพัวพันกับการออกตามหากลุ่มที่ต้องการหาผลประโยชน์และหวังจะใช้ยานี้ในการมอมเมาประชากร และยิ่งทำให้โลกใบนี้กลายเป็นโลกที่อันตรายเกินกว่าจะควบคุมได้ ต้องยอมรับว่าหนังมาพร้อมกับไอเดียที่เจ๋งพอสมควรเลยทีเดียว แนวคิดเกี่ยวกับการใช้ยาปลุกพลังพิเศษเป็นสิ่งที่ทำให้หนังน่าตื่นตาดี เพราะคนดูต้องมาลุ้นว่าจะออกฤทธิ์เป็นพลังใด

 

intro

เราได้เห็นพลังเปลวเพลิง, พลังร่างกายกันกระสุน หรือพลังที่สามารถหายตัวได้ แน่นอนว่าหนังสื่อให้เห็นชัดเจนถึงเหรียญสองด้านที่เกิดขึ้นกับยาตัวนี้ เพราะกลายเป็นว่ายาที่ควรจะนำไปใช้ในทางที่ประโยชน์ กลับนำมาใช้แพร่หลายในด้านอาชญกรรมแทน จึงกลายเป็นปัญหาหลักของเรื่องที่ต้องหาทางยับยั้งไม่ให้มีการผลิตยาเพิ่มพลังไปมากกว่านี้

ขณะที่ตัวหนังเห็นได้ชัดว่ามีโทนดิบเถื่อนและมีลูกเล่นที่มีจังหวะจะโคนเป็นอย่างดี เพราะนี่คือผลงานของ 2 ผู้กำกับคู่หู “แอเรียล ชูลแมน” กับ “เฮนรี จูสต์” ที่เคยทำหนังคลูๆ อย่าง Nerve ออกมาได้น่าประทับใจเลยทีเดีย ทั้งคู่มีลายเส้นในการสร้างหนังค่อนข้างเฉพาะตัว งานแอคชั่นสุดระห่ำและน่าตื่นเต้นเป็นสิ่งที่ถนัดทำออกมาได้ถนัดและเหมาะกับโทนของหนังเป็นอย่างดี

หนังยังมาพร้อมกับทีมนักแสดงที่น่าสนใจมากๆ เริ่มด้วย “เจมี ฟ็อกซ์” ที่ไม่ได้เห็นเขามาจับงานหนังแอคชั่นดุเดือดแบบนี้สักพัก เสริมด้วย “โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์” ที่มาในบทตำรวจดีเด่นแต่อยู่ท่ามกลางพวกขบถ การจับคู่ของทั้งสองถือว่าน่าพอใจ อีกหนึ่งคนที่น่าประทับใจไม่แพ้กันก็คือ “โดมินีก ฟิชแบ็ก” นักแสดงสาวดาวรุ่งที่น่าจับตามมองกับทักษะการแสดงของเธอ แม้ว่าบทจะธรรมดาๆ ไม่ได้มีมิติอะไรมากนัก แต่เธอก็สามารถถ่ายทอดออกมาให้มีความซับซ้อนทางความคิดได้อย่างน่าทึ่ง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักของหนังคือที่สุด หนังมีพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ แม้ว่าจะดำเนินเรื่องราวไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลย เป็นไปตามสูตรสำเร็จของหนังแอคชั่นทั่วไป แต่ประเด็นการออกแบบยาเพิ่มพลังในเรื่องค่อนข้างน่าสนใจ ถือว่ายังสามารถนำเอาไปต่อยอดขยายเรื่องราวออกไปได้เป็นหนังอีกหลายเรื่องได้ดี แม้ว่าฉากปล่อยพลังจะมีไม่เยอะ แต่ปล่อยออกมาแต่ละครั้งก็โชว์งานออกแบบได้อย่างน่าทึ่ง และอลังการงานสร้างจริงๆ (แม้จะเว่อร์ไปหน่อยก็เถอะ)

ตัวละคร

อาร์ท

อาร์ท (แสดงโดย เจมี่ ฟ็อกซ์) อดีตผู้พันในกองทัพสหรัฐ ที่กลายเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งค้าปล่อยยา ซุปเปอร์พาวเวอร์ แต่ที่จริงแล้วลูกสาวของเขาคือ เทรซีย์ ซึ่งเป็นคนที่มีพลังพิเศษได้ถูกจับตัวไปเพื่อเอาเลือดของเธอมาใช้ในการทดลองในการผลิตยาที่ใช้ในการปลุกพลังพิเศษ เขาจึงต้องบุกตะลุยไปทั่วเพื่อตามหาว่าใครเป็นต้นตอในการผลิตยา เพื่อเป้าหมายที่จะพาตัวลูกสาวกลับคืนมาให้ได้

แฟรงค์

แฟรงค์ (แสดงโดย โจเซฟ กอร์ดอน เลวิทท์) นายตำรวจนอกเครื่องแบบของนิวออร์ลีน เขามีความมุ่งมั่นที่จะจับผู้ร้ายที่เสพยาพาวเวอร์ และใช้แอบใช้ยานั้นเป็นบางครั้งด้วยเพื่อจับผู้ร้าย พลังของเขาคือร่างหนังเหนียวที่กระสุนยิงไม่เข้า แฟรงค์ยังติดต่อและขอซื้อยาจากโรบินเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ด้วย

โรบิน

โรบิน (แสดงโดย โดมินิก ฟิชแบ็ก) สาวน้อยผิวสีฐานะยากจน ที่มีความฝันจะเป็นนักร้องแร็ปเปอร์ เนื่องจากต้องการหาเงินมากๆเพื่อรักษาแม่ที่ป่วยเป็นเบาหวาน เธอจึงรับยาพาวเวอร์มาขายตามท้องถนน แต่อีกด้านเธอยังร่วมมือกับแฟร้งค์ในการขายยาให้เขาไปใช้ แล้วต่อมาเธอยังร่วมมือกับอาร์ทเพื่อช่วยเขาตามหาลูกสาวด้วย

โปรเจคท์ พาวเวอร์

โดยสรุปแล้ว Project Power พลังลับพลังฮีโร่ ก็ถือว่าเป็นหนังแอคชั่นกลิ่นอายซูเปอร์ฮีโร่ที่มาพร้อมกับสูตรสำเร็จ ตามสไตล์หนังฟอร์มใหญ่ที่มักจะออกฉายในฤดูร้อนของทุกๆ ปี แต่ปีนี้ฤดูกาลนี้ได้ขาดหายไป หนังเรื่องนี้ก็สามารถทำหน้าที่มาเติมเต็มคอหนังค่อนข้างได้อยู่ระดับหนึ่ง แม้ว่าจะมันส์ไม่สุด ยังไม่ค่อยเต็มเหนี่ยว แต่ก็มาพร้อมกับพล็อตเรื่องที่น่าสนใจอยู่ เอาเป็นว่านี่คือหนังที่ดูได้เพลินๆ